เคยฉีดยาป้องกันไวรัสตับอักเสบบี…ป้องกันได้นานกี่ปีคะ

เคยฉีดมาประมาณ 8 ปีแล้วค่ะ  รู้สึกว่าจะ 3 เข็มน่ะค่ะ ไม่ทราบว่า ต้องไปฉีดกระตุ้นอีก หรือยังไงคะ

ขอบคุณค่ะ

By: Mnki
Since: 2 มิ.ย. 55 20:59:16

หนึ่งความคิดบน “เคยฉีดยาป้องกันไวรัสตับอักเสบบี…ป้องกันได้นานกี่ปีคะ

  1. มีเคสนึงครับ … มีไวรัสตับอักเสบบีในตัวแต่ไม่แพร่สู่ภรรยาและบุตรอยู่ๆไปเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหายไปเอง

    การฉีดยาป้องกันไม่รู้ว่าเป็นการหารายได้ของบริษัทที่ผลิตวัคซีนหรือเปล่า

    By: Wairoon
    Since: 2 มิ.ย. 55 23:27:24

  2. มีเคสนึงครับ … มีไวรัสตับอักเสบบีในตัวแต่ไม่แพร่สู่ภรรยาและบุตรอยู่ๆไปเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหายไปเอง
    การฉีดยาป้องกันไม่รู้ว่าเป็นการหารายได้ของบริษัทที่ผลิตวัคซีนหรือเปล่า

    แค่เคสเดียว ก็บอกว่า โลกต้องเป็นอย่างนั้น???

    เลิกให้ความรู้ที่เกิดจากการ"เดามั่ว"เถอะครับ

    สำหรับ จขกท
    http://www.siamhealth.net/public_html/vaccination/hepatitis_b.htm

    By: แมวเหมียวพุงป่อง
    Since: 3 มิ.ย. 55 08:44:32

  3. หลังการฉีดวัคซีนครบคอร์สในครั้งแรก คนที่ฉีด 95 คนใน 100 คนจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นและมักจะอยู่ได้นาน

    การฉีดกระตุ้นยังไม่มีคำแนะนำชัดเจน ส่วนใหญ่อาจไม่ต้องฉีดกระตุ้น แต่ในบางที่ แนะนำให้กระตุ้นทุก 5-15 ปี

    แนะนำว่าถ้าคุณมีความเสี่ยง เช่น มีคนใกล้ชิดเป็น อาชีพเสี่ยงเช่น บุคลากรทางการแพทย์ อาจจะเจาะเลือดวัดระดับภูมิคุ้มกัน หากต่ำกว่า 10  mIU/mL ควรฉีดกระตุ้น

    By: okgraphic
    Since: 3 มิ.ย. 55 08:52:23

  4. เคยรู้มาว่าุ6ปีแต่พอครบหกปีเราไปฉีดกระตุ้นหมอบอกว่าไม่จำเป็นภูมิมีเเล้วมันจะมีไปตลอดชีวิตงะ เลยไม่ได้ฉีด

    By: fufurung
    Since: 3 มิ.ย. 55 10:06:54

  5. คห.2 ไม่ได้เป็นการเดามั่วครับลองอ่านดูอีกทีซิ แค่สงสัยว่าเป็นการหารายได้ของผู้ผลิตหรือเปล่า อันนี้เป็นคำถามไม่ได้เป็นการสรุป

    By: Wairoon
    Since: 3 มิ.ย. 55 14:52:23

  6. ตอบคุณ Wairoon

    การได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ
    - คนได้รับอาจจะสามารถกำจัดเชื้อได้เอง และมีภูมิ
    - คนได้รับอาจจะเป็นพาหะ ซึ่งนำเชื้อสู่ผู้อื่น  กรณีเป็นพาหะ ต่อมาอาจจะสามารถกำจัดเชื้อออกไปและมีภูมิ หรือกลายเป็นโรคในเวลาต่อมาก็ได้
    - คนได้รับอาจเป็นโรคไวรัสตับอักเสบได้

    การฉีดวัคซีน เพื่อต้องการให้เกิดภูมิโดยหลีกเลี่ยงอีกสองกรณีที่เหลือค่ะ

    By: Drjingjo
    Since: 3 มิ.ย. 55 16:19:48

  7. ขอบคุณครับ คุณ Drjingjo แล้วมีโอกาสเป็นไปได้ใหมที่คนที่เคยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และเชื้อถูกกำจัดออกไปเองแต่ไม่มีภูมิ

    By: Wairoon
    Since: 3 มิ.ย. 55 16:37:44

  8. ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ

    By: Mnki
    Since: 3 มิ.ย. 55 19:57:56

  9. ปัจจุบันคาดคะเนกันว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน ที่ติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในคนและก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ ดูแล้วน่าตกใจไม่น้อยทีเดียว

    จากสถิติ 100 คน พบว่ามีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีอยู่ 5-7 คน ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการเจ็บป่วย เพียงแต่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้นั้นสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และเกือบร้อยละ 30 จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับจะมีความเสี่ยงสูง กว่าคนปกติ 100-200 เท่า ซึ่งผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรงจะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขณะอายุน้อย ร้อยละ 90 จะมีการพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ถ้า ติดเชื้อเมื่อโตขึ้นแล้วหรือในวัยผู้ใหญ่ โอกาสที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจะมีเพียงร้อยละ 10ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการแสดงแตกต่างกัน ถ้ามาด้วยอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี พบผู้ป่วยเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการใดๆ จะรู้ว่าเป็นโรคนี้จากการตรวจเลือด แล้วพบการทำงานของตับผิดปกติ หรือถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดง อาจมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเท่านั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะมีการทำลายเซลล์ตับมากๆ จนตับเสื่อมและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยมีอาการผอม ผิวแห้ง ผมบางเหมือนขาดสารอาหาร ท้องโตจากการมีน้ำในท้อง ตาตัวเหลือง และในระยะยาวอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

    ไวรัสบี

    ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีให้หมดจากร่างกายได้ ยาที่มีรักษาเป็นเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับเท่านั้น โดยอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ และควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆ เพื่อหาความผิดปกติในเลือด รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกชนิดจะถูกทำลายที่ตับ และทุกครั้งที่พบแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าเป็นตับอักเสบ เพื่อกำหนดการใช้ยาในขนาดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี เพศชายที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เพศหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะตับแข็งแล้ว หรือผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับควรรับการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือดรวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์ในช่องท้องอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อตรวจหาโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับสูงกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ
    จากรายงานจากนายแพทย์ อิวาโมโต้ โนบูยามา ได้รายงาน ผลการให้ AHCC ในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิด บีเรื้อรังที่มีHBeAg เป็นบวก และตรวจพบมีค่า AFP ซึ่งเป็นค่าบ่งชี้ของมะเร็งตับสูงถึง 1380 ng/ml โดยที่ค่าปกติของ AFP อยู่ที่ไม่เกิน 10 ng / ml ผู้ป่วยได้รับ AHCC วันละ 3 กรัม เป็นเวลา 2 ปี แพทย์ได้การติดตามผลทุก 3 เดือนตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่าค่า HBeAg ที่อยู่ในระดับสูง 94 IU / ml มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีค่าเท่ากับ 0.7 IU / ml ในปีที่ 2 ซึ่งนับได้ว่าเท่ากับ HBeAg เป็นลบ และค่า AFPลดลงมาที่ 800 ng/ml หลังจากทาน AHCC ได้ 2 เดือน นอกจากนี้อาการตับอักเสบที่บ่งชี้โดยค่าเอนไซม์ ALT และ AST ที่สูงถึง 182 IU/ml และ123 IU/ml นั้นลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติเมื่อทาน AHCC ได้นาน 10 เดือน ในปัจจุบันยังไม่มียาใดๆที่กำจัดไวรัสตับอักเสบบี ออกไปได้หมด แต่หากสามารถลดการอักเสบของตับให้กลับมาเป็นปกติ โดยผลของเอ็มไซต์ AST/ALT ของตับลดลงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำหน้าที่ในการทำให้เชื้อสงบจะช่วยชะลอการเกิดพังผืดซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคตับแข็ง และการกลายเป็นมะเร็งตับ
    ข้อมูลอ้างอิงจาก manager online
    และ http://www.ahcc.in.th
    พอดีมีญาติเป็นไวรัสตับ แต่อยู่ๆก้อมีตับอักเสบขึ้นมาอีกเลยมีแพทย์แนะนำให้ทานตัวนี้

    By: pppppp ข้อมูลความรู้
    Since: 8 มิ.ย. 55 10:53:05

  10. ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี 3 เข็ม แล้วไม่เกิดภูมิ ทำไงค่ะ

ปิดการแสดงความเห็น